วันอังคารที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2553

คปภ.เรียกศรัทธาลูกค้าประกันคลอดเกณฑ์วางเงินสำรอง25%

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2553
จัดทำบทความโดย นางสาวศิรินภา พรมมีพันธ์ เลขทะเบียน 5002100628

คปภ.เรียกศรัทธาลูกค้าประกันคลอดเกณฑ์วางเงินสำรอง25%
คปภ. สร้างความมั่นใจผู้บริโภค คลอดเกณฑ์วางเงินสำรองบริษัทประกัน
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เปิดเผยว่า คปภ.ได้ออกประกาศหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการวางเงินสำรองสำหรับเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ของบริษัทประกันวินาศภัยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 17 ธ.ค. 2552 เพื่อความมั่นคงผู้เอาประกันภัยและบริษัทประกันวินาศภัย
ทั้งนี้ ในแต่ละปีบริษัทต้องวางเงินสำรอง 25% ของจำนวนเงินสำรองสำหรับเบี้ยประกันภัยที่ปรากฏในงบการเงินของไตรมาสแรก และไตรมาส 3 ของทุกปี โดยในปี 2553 ต้องวางเงินสำรองที่ปรากฏในงบการเงินของเดือนก.ย. 2552 ส่วนปี 2554 และปี 2555 ให้บริษัทวางเงินสำรองในเดือนมิ.ย.
สำหรับทรัพย์สินที่จะนำมาวางเป็นเงินสำรองนั้นต้องเป็นเงินสด หรือพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ขายในประเทศ หรือเป็นทรัพย์สินบางประเภทที่บริษัทลงทุนในไทย หากมูลค่าของทรัพย์สินที่วางไว้ลดต่ำลง บริษัทต้องนำทรัพย์สินมาวางเพิ่มจนครบตามเกณฑ์ภายใน 2 เดือน หากมูลค่าของทรัพย์สินเกินกว่าเกณฑ์ ทางคปภ.ก็จะคืนส่วนที่เกินแก่บริษัท
ทั้งนี้ บริษัทประกันชีวิตต้องวางเงินสำรองมูลค่า 25% หลังจากหักด้วยจำนวนเงินให้กู้ยืม โดยมีกรมธรรม์ประกันภัยของบริษัทเป็นประกัน ให้บริษัทตีราคามูลค่าของทรัพย์สินทุกรอบ 6 เดือน และยื่นต่อนายทะเบียนภายในวันที่ 31 ก.ค. สำหรับรอบ 6 เดือนแรก และ 31 ม.ค. สำหรับรอบ 6 เดือนหลัง
สำหรับเกณฑ์ดังกล่าวทำให้บริษัทประกันต้องวางสำรองไว้กับทางนายทะเบียนเร็วขึ้น จากเดิมที่วางทุกสิ้นปีบัญชีในรอบปีที่ผ่านมา
ที่มา : http://www.posttoday.com/finance.php?id=83973
คำถามท้ายเรื่อง
1.เงื่อนไขการวางเงินสำรองสำหรับเบี้ยประกันภัยที่ยังไม่ตกเป็นรายได้ของบริษัทประกันวินาศภัยให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่เท่าไร?
2.ในปี 2553 ต้องวางเงินสำรองที่ปรากฏในงบการเงินในเดือนใด?
3.หากมูลค่าของทรัพย์สินที่วางไว้ลดต่ำลง บริษัทต้องนำทรัพย์สินมาวางเพิ่มจนครบตามเกณฑ์ภายในกี่เดือน?

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2552

จัดทำบทความโดย นางสาวศิรินภา พรมมีพันธ์ เลขทะเบียน 5002100628
เรื่อง ก.คลังเสนอ ครม.ต่ออายุ 5 มาตรการ 6 เดือนอีกครั้ง

คลังเตรียมเสนอครม.พิจารณาขยายมาตรการออกไปอีก โดยขอให้คงไว้ทั้งหมดและไม่เกิน 6 เดือน
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ในการประชุม ครม.วันพรุ่งนี้ กระทรวงการคลังจะเสนอให้พิจารณาขยายมาตรการ 5 มาตรการ 6 เดือน ที่จะสิ้นสุดเดือน ธ.ค.ปีนี้ ออกไปอีก โดยจะเสนอให้คงทั้ง 5 มาตรการ แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ครม.ว่าจะเห็นชอบตามที่เสนอไปหรือไม่ โดยหากต่อก็ไม่ควรเกิน 6 เดือน
นายกรณ์ กล่าวว่า ทั้ง 5 มาตรการที่เสนอไปนั้น มีทั้งส่วนที่ไม่เปลี่ยนแปลง และส่วนที่เปลี่ยนแปลงในรายละเอียดบ้างเล็กน้อย เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และช่วยให้เกิดการประหยัดพลังงานหรือมีผลในทางปฏิบัติจริง
ส่วนมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนภาคอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในส่วนของการหักลดหย่อนภาษีเงินได้ 300,000 บาท ในส่วนของเงินต้นที่ซื้อที่อยู่อาศัยและโอนภายในสิ้นปีนี้ รวมทั้งการลดค่าธรรมเนียมการโอน ภาษีธุรกิจเฉพาะที่จะหมดอายุเดือน มี.ค.53 จะยังไม่พิจารณา เพราะไม่ต้องการส่งสัญญาณให้ผู้ซื้อบ้านต้องชะลอการซื้อออกไป
"จุดประสงค์ของการให้หักลดหย่อนภาษีสำหรับเงินต้นซื้อบ้านได้ 300,000 บาท เพื่อต้องการกระตุ้นให้ประชาชนซื้อและโอนภายในเดือน ธ.ค.นี้ จึงยังบอกไม่ได้ว่าจะต่ออายุหรือไม่ และเมื่อยังมีความไม่แน่นอนสูง จึงอยากให้ประชาชนที่กำลังตัดสินใจรีบใช้สิทธิภายในเดือนนี้ก่อนจะหมดอายุมาตรการ ส่วนมาตรการด้านอสังหาฯ นั้น คงต้องพิจารณา 2 ส่วนนี้ควบคู่กันไป ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงานพบว่าการลดภาษีธุรกิจเฉพาะจะมีผลต่อการกระตุ้นภาคอสังหาฯ มากกว่า แต่การตัดสินใจจะขยายเวลาการใช้มาตรการออกไปหรือไม่นั้น คงต้องประเมินภาพรวมอีกครั้งหนึ่ง" นายกรณ์ กล่าว
สำหรับ 5 มาตรการ 6 เดือน เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพให้กับประชาชนที่มีรายได้น้อยที่ต่ออายุมาแล้ว 3 ครั้ง คือ 1.ลดค่าใช้จ่ายน้ำประปาของครัวเรือนที่ภาครัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายการใช้น้ำสำหรับผู้ใช้น้ำประเภทที่อยู่อาศัยและผู้เช่าที่อยู่อาศัยที่มีปริมาณการใช้น้ำเดือนละ 0-30 ลูกบาศก์เมตร มีประชาชนได้ประโยชน์ 4 ล้านครัวเรือน 2.ลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้าของครัวเรือน รัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายไฟฟ้าสำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกินเดือนละ 90 หน่วย มีประชาชนได้รับประโยชน์ 8.5 ล้านครัวเรือน 3.ลดค่าใช้จ่ายเดินทางรถโดยสารประจำทาง ประชาชนได้ประโยชน์วันละ 430,000 ราย
4.ลดค่าใช้จ่ายเดินทางโดยรถไฟชั้น 3 รัฐจะรับภาระค่าใช้จ่ายค่าโดยสารรถไฟชั้น 3 เชิงสังคม 164 ขบวน และรถไฟชั้น 3 เชิงพาณิชย์ 8 ขบวน มีประชาชนได้ประโยชน์เดือนละ 2.8 ล้านราย และ 5.ชะลอการปรับราคาก๊าซหุงต้มภาคครัวเรือน
ที่มา : http://news.sanook.com
คำถามท้ายเรื่อง
ข้อ 1 จุดประสงค์ของการให้หักลดหย่อนภาษีสำหรับเงินต้นซื้อบ้านได้ 300000 บาทเพื่ออะไร
ข้อ2 5 มาตราการ 6 เดือน มีกี่อย่างอะไรบ้าง
ข้อ3 ถ้า ครม.เห็นชอบตามที่นาย กรณ์ จาติวณิช เสนอขยาย 5 มาตราการ 6 เดือน ต่อไปไม่เกินกี่เดือน

วันอังคารที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2552

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย.สูงสุดรอบ 13 เดือน

จัดทำโดย นางสาวอัมพรพรรณ ป้อมสุวรรณ เลขทะเบียน 5002100650
"เรื่องดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย.สูงสุดรอบ 13 เดือน"

นายธนวรรธน์ พลวิชัยม.หอการค้า เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. พุ่งยกแผง คาดปีใหม่กำลังซื้อคึก บ้าน รถยนต์ ท่องเที่ยว สดใส เชื่อครึ่งปีหลังกำลังซื้อฟื้น แต่ห่วงการเมือง มาบตาพุด เศรษฐกิจโลก หากแรงฉุดดัชนีดิ่งต่อเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือน พ.ย.52 ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,242 คนว่า ดัชนีทุกรายการปรับขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีบางรายการปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.52 เท่ากับ 76.5 เพิ่มจากเดือนต.ค.ที่ 75.4 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบัน 63.8 เพิ่มจาก 63.3 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 79.5 เพิ่มจาก 78.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 69.1 เพิ่มจาก 68.0 ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ 67.8 เพิ่มจาก 66.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต 92.6 เพิ่มจาก 91.2สำหรับปัจจัยที่ทำให้ดัชนีเป็นบวกมาจากการที่ผู้บริโภคมีความหวังว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตจะปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากดัชนีที่เกี่ยวข้องกับอนาคตปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6-7 เดือนติดต่อกัน และยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสสามปี 52 ที่ฟื้นตัวขึ้นเหลือติดลบเพียง 2.8% รวมถึงการไม่เกิดความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมือง และราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ปรับเพิ่ม “แม้ดัชนีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน เพราะผู้บริโภคยังกังวล และระมัดระวังการใช้จ่ายอยู่ เนื่องจากภาคยังไม่รับรู้ถึงสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นในปัจจุบัน แต่คาดว่าการใช้จ่ายช่วงปีใหม่น่าจะคึกคักกว่าปีที่แล้ว เห็นได้จากดัชนีความเห็นเกี่ยวกับการซื้อสินค้าคงทน บ้าน รถยนต์คันใหม่ รวมถึงการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 3 จุด ทำให้การใช้จ่าย ซื้อสินค้า ของขวัญน่าจะคึกคัก” นายธนวรรธน์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขณะนี้ยังทรงตัวในระดับต่ำกว่าปกติอยู่ และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ความขัดแย้งทางการเมือง ราคาน้ำมัน การระงับโครงการมาบตาพุด และความไม่แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวได้ยั่งยืนหรือไม่ หากปัจจัยเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบรุนแรง คาดว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นต่อจากนี้มีโอกาสดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีหน้าเป็นต้นไป และจะฟื้นเข้าสู่ภาวะปกติได้ในกลางปี หรือราวเดือน พ.ค.-มิ.ย.53 และหลังจากนั้นการบริโภคภายในจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้

ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/eco/51789

คำถาม 1.ดัชนีประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมเท่าไรและเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าใด
2.ดัชนีการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกี่จุด
3.ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคคือ อะไร

วันพุธที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2552

หอการค้าเสนอสมุดปกขาวชู 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาเศรฐกิจ

จัดทำบทความโดย ชื่อ น.ส.อภิษฎา ยศโต เลขทะเบียน 5002100648
เรื่อง หอการค้าเสนอสมุดปกขาวชู 6 ยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจ

นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการหอการค้าไทย เปิดเผยภายหลังนำสมุดปกขาวยุทธศาสตร์พัฒนาเศรษฐกิจฉบับเอกชนมอบให้กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีว่า นายกรัฐมนตรีรับที่จะนำแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวไปดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะถือว่าสอดรับกับแนวทางการพัฒนาประเทศ ทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ ฉบับที่ 11

ที่มา :http://www.ryt9.com/economy/
คำถามท้ายเรื่อง
1. หอการค้าไทยเสนออะไรต่อนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
2. สมุดปกขาวสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่เท่าไร
3. ในสมุดปกขาวมีกี่ยุทธศาสตร์