"เรื่องดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย.สูงสุดรอบ 13 เดือน"
นายธนวรรธน์ พลวิชัยม.หอการค้า เผย ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค พ.ย. พุ่งยกแผง คาดปีใหม่กำลังซื้อคึก บ้าน รถยนต์ ท่องเที่ยว สดใส เชื่อครึ่งปีหลังกำลังซื้อฟื้น แต่ห่วงการเมือง มาบตาพุด เศรษฐกิจโลก หากแรงฉุดดัชนีดิ่งต่อเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ประจำเดือน พ.ย.52 ที่สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,242 คนว่า ดัชนีทุกรายการปรับขึ้นอีกครั้ง หลังจากเมื่อเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ดัชนีบางรายการปรับตัวลดลง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนพ.ย.52 เท่ากับ 76.5 เพิ่มจากเดือนต.ค.ที่ 75.4 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบัน 63.8 เพิ่มจาก 63.3 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 79.5 เพิ่มจาก 78.2 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมเท่ากับ 69.1 เพิ่มจาก 68.0 ซึ่งสูงสุดในรอบ 13 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานทำ 67.8 เพิ่มจาก 66.9 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต 92.6 เพิ่มจาก 91.2สำหรับปัจจัยที่ทำให้ดัชนีเป็นบวกมาจากการที่ผู้บริโภคมีความหวังว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในอนาคตจะปรับตัวดีขึ้น เห็นได้จากดัชนีที่เกี่ยวข้องกับอนาคตปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 6-7 เดือนติดต่อกัน และยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาสสามปี 52 ที่ฟื้นตัวขึ้นเหลือติดลบเพียง 2.8% รวมถึงการไม่เกิดความรุนแรงในการชุมนุมทางการเมือง และราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไม่ปรับเพิ่ม “แม้ดัชนีจะเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ส่งสัญญาณว่าความเชื่อมั่นจะฟื้นตัวอย่างชัดเจน เพราะผู้บริโภคยังกังวล และระมัดระวังการใช้จ่ายอยู่ เนื่องจากภาคยังไม่รับรู้ถึงสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นในปัจจุบัน แต่คาดว่าการใช้จ่ายช่วงปีใหม่น่าจะคึกคักกว่าปีที่แล้ว เห็นได้จากดัชนีความเห็นเกี่ยวกับการซื้อสินค้าคงทน บ้าน รถยนต์คันใหม่ รวมถึงการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นถึง 3 จุด ทำให้การใช้จ่าย ซื้อสินค้า ของขวัญน่าจะคึกคัก” นายธนวรรธน์ กล่าวอย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคขณะนี้ยังทรงตัวในระดับต่ำกว่าปกติอยู่ และต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยมีปัจจัยเสี่ยงสำคัญคือ ความขัดแย้งทางการเมือง ราคาน้ำมัน การระงับโครงการมาบตาพุด และความไม่แน่นอนในภาวะเศรษฐกิจโลกว่าจะฟื้นตัวได้ยั่งยืนหรือไม่ หากปัจจัยเหล่านี้ไม่ส่งผลกระทบรุนแรง คาดว่าแนวโน้มความเชื่อมั่นต่อจากนี้มีโอกาสดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ไตรมาสแรกของปีหน้าเป็นต้นไป และจะฟื้นเข้าสู่ภาวะปกติได้ในกลางปี หรือราวเดือน พ.ค.-มิ.ย.53 และหลังจากนั้นการบริโภคภายในจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศได้
ที่มา: http://www.thairath.co.th/content/eco/51789
คำถาม 1.ดัชนีประจำเดือนพฤศจิกายน 2552 เพิ่มขึ้นจากเดือนตุลาคมเท่าไรและเพิ่มขึ้นมาเป็นเท่าใด
2.ดัชนีการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นกี่จุด
3.ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคคือ อะไร
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น